บทที่ 10 นักธุรกิจจำเป็น
บทที่ 10 นักธุรกิจจำเป็น
เป้ยอี้เดินหน้าบานกลับเข้าจวน หลังจากที่นางตัดสินใจเลือกหอนางโลมเริงระบำอีกสองวันต่อมานางก็ติดต่อซื้อขาย ตอนนี้หอนางโลมเริงระบำคือของนางอย่างถูกต้อง การซื้อขายครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นเพราะอีกฝ่ายแบกรับปัญหาหนี้สินเพราะติดพนันจึงรีบรับข้อเสนอของเป้ยอี้ในคราบคุณชายน้อยหน้าโง่ทันที
นางเสียเงินให้กับธุรกิจใหม่ไปหนึ่งพันเหรียญทอง
ซึ่งสำหรับเป้ยอี้ถือว่าคุ้มเนื่องจากทำเลของหออยู่ติดถนน
แถวหน้า การเรียกลูกค้าจะง่ายกว่า ที่ทางด้านในก็มาก สีสันโดยรอบต่างจากหออื่น ๆ ที่มีพื้นที่จำกัด แบบนี้จะดีต่อนางมากกว่าหากว่าอยากจะเพิ่มลูกเล่นอื่นเข้าไปภายในหอ
เป้ยอี้ได้วางแผนการปรับแก้ตกแต่งภายในเรียบร้อย
นางวางจุดที่ควรเพิ่มและตัดทิ้ง เอาง่าย ๆ เงินที่จะมาลงในเรื่องการปรับปรุงคงไม่น้อยกว่าห้าร้อยเหรียญทองเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเหล่าสตรีที่เรียกลูกค้าเป้ยอี้จะไปหาเพิ่มด้วยตนเอง
ผู้หญิงด้วยกันย่อมสายตาแหลมคมกว่าหลายร้อยเท่า นางมองขาดเรื่องการดูนิสัยใจคอคนมาตั้งแต่ในโลกก่อน มาที่นี่นางต้องมองออกเช่นกันโดยเฉพาะสตรี
ข่าวการเปลี่ยนเจ้าของหอพร้อมกับปิดปรับปรุงถือว่าได้รับความสนใจจากทุกคนไม่น้อยเลย ใครบ้างจะไม่สนใจข่าวนี้ จากหอนางโลมโด่งดัง จนมาถึงยุคที่ตกอับและต้องขายกิจการทิ้งให้ใครก็ไม่รู้
ข่าวสารเมืองหลวงรวดเร็ว คนหมู่มากจึงออกมาพูดถึงว่าคุณชายน้อยที่มาซื้อเอาหัวอะไรคิด เพราะว่าดูแล้วจะขาดทุนมากกว่าได้กำไร ตอนนี้ไม่มีหอนางโลมไหนสู้หอนางโลม
กลีบบุปผาได้ด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นมีสาวงามมากมายให้เลือกและมีอันดับหนึ่งที่เรียกลูกค้าได้ไม่ขาดสาย
แต่เป้ยอี้ไม่สนใจ นางลงทุนไปแล้วนางต้องได้กำไรเท่านั้น คนอย่างนางทำธุรกิจจะไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองล้ม ถ้าจะล้มนางต้องคืนทุนและเหลือกำไรเสียก่อน
“คุณหนู นี่ตั๋วเงินเจ้าค่ะ”
ซือซือเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นตั๋วเงินจำนวนกว่าหมื่นเหรียญทองให้กับคุณหนูของตนเองด้วยใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด เงินจำนวนนี้มันมากจนคาดไม่ถึงแต่คุณหนูนางกำลังเอามาใช้จ่ายสนุกมือ
เป้ยอี้รับตั๋วเงินมานับแล้วเก็บไว้ ก่อนจะเห็นว่าคนสนิทกำลังทำสีหน้าไม่สู้ดีมากนัก
“เจ้าเป็นอะไร”
“คุณหนูเงินมันมากเกินไปข้าเกรงว่ามันจะไม่คุ้ม อีกอย่างท่านเป็นสตรีจะทำงานพวกนี้ได้อย่างไร หากใครรู้เข้าคงเสียหายมาก ข้าอยากให้คุณหนูลองคิดดูอีกสักครั้ง”
“ข้าซื้อมันไปแล้ว ตอนนี้ไม่ทันแล้วซือซือ อีกอย่างกิจการนี้เป็นกิจการแรกเจ้าจะมาให้ข้าทิ้งมันได้อย่างไรกัน ข้าลงแรงไปแล้ว ลงทุนอีกมาก สิ่งที่ข้าต้องการคือกำไรที่มากมายมหาศาล”
“แต่หอนางโลมนี้ไร้ลูกค้า ข้ากลัวว่ามันจะไปไม่รอด คุณหนูไม่เคยศึกษาเรื่องงานค้าขายทำกิจการ ไม่เคยลงแรง
แล้วมันจะไหวหรือเจ้าคะ”
เป้ยอี้เข้าใจที่ซือซือห่วง ในสายตาเป้ยอี้นางคือคุณหนู
ผู้หนึ่งที่เอาแต่ทำสวยอยู่ในจวนออกไปเที่ยวเล่นใช้เงินซื้อของสวยงามไปวัน ๆ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการงานกิจการด้วยซ้ำ
แล้วอะไรมาดลใจทำให้นางเกิดความสนใจลงเงินไปมากมาย
กับกิจการที่ดูท่าแล้วไปไม่รอด ถึงรอดก็ยังยาก
“ข้าจะทำให้เจ้าเห็น มันคือพรสวรรค์ของข้าต่างหาก
แล้วจงเงียบปากให้สนิทแม้แต่แม่นมก็อย่าให้รู้”
“แต่ถ้าแม่นมถามเรื่องตั๋วเงินที่หายไป”
“นางจะไม่ถามเพราะมันคือเงินข้า ข้าคือเจ้าของ
อีกอย่างเงินแค่นี้มันน้อยนิดมากในสายตาท่านพ่อ เพียงจำนวนตั๋วเงินพันเหรียญทองที่ท่านพ่อมอบให้ทุกปีตั้งแต่ข้าเกิดจนตอนนี้ก็นับว่ามากมาย ยังไม่รวมกับอื่น ๆ อีก บอกได้เลยว่าข้าร่ำรวยมากและข้าจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ข้าจะหามันมาเพิ่มจนมันไม่มีที่จะให้เก็บ”
ซือซือไม่กล้าพูดอะไรอีกได้แต่พยักหน้าเข้าใจ
…ก๊อก ๆ
“คุณหนูข้าน้อยจินสงขอรับ”
ด้านหน้าเรือนเสียงเคาะประตูทำให้เป้ยอี้หันหน้าออกมาจากแบบอาคารที่นางกำลังจัดการวาดขึ้นมาปรับแต่งตามความต้องการของตนเอง
“เข้ามา ซือซือเจ้าออกไปก่อน”
เป้ยอี้ไม่อยากให้ซือซือได้ยินเรื่องหลังจากนี้เพราะคนของนางยังดูใสซื่อมาก หากซือซือรู้งานนางคงยากขึ้นเท่าตัว
“เจ้าค่ะ”
ซือซือเดินออกจากห้องไป พร้อม ๆ กับที่จินสงเดินสวนเข้ามาจนบานประตูด้านหน้าปิดลง เป้ยอี้เลยวางพู่กันในมือ
หันมารับเอกสารที่จินสงถือเข้ามาให้
นางมองมันด้วยรอยยิ้มก่อนจะเปิดออกเพื่ออ่านรายละเอียดต่าง ๆ ข้างในด้วยความสนใจ สายตามากเล่ห์เหลี่ยมของเป้ยอี้กวาดอ่านทุกตัวหนังสือไม่มีตกหล่น ทั้งยังใส่ใจตีความรายละเอียดคิดตามเนื้อหาที่อยู่ในนั้นทั้งหมด
“กลบเกลื่อนตัวตนดีแล้วใช่หรือไม่ตอนที่ไปว่าจ้าง”
“ข้าจัดการอย่างดีขอรับด้วยใช้เส้นสายของบิดาคุณหนูในการปกปิด คนที่เราใช้งานก็ถือว่าไว้ใจได้มาก”
“ดี ข้าไม่ต้องการให้ใครสืบมาถึงเรา”
“คุณหนูท่านต้องการข่าวทุกอย่างเกี่ยวกับคุณหนูซูจิน
ไปทำไมกันขอรับ ขออภัยที่ข้าบังอาจถาม”
จินสงที่เห็นสายตาของเป้ยอี้ก็รู้ตัวว่าตนเองหลุดสิ่งที่ไม่น่าเอ่ยถามออกไป เรื่องของเจ้านายเขาที่เป็นเพียงข้ารับใช้ไม่ควรถามให้มากความควรจัดการในส่วนงานของตนเองไป
เพียงเท่านั้น
เป้ยอี้ยิ้ม นางไม่ได้คิดจะปิดบังผู้คุ้มกันทั้งสองคนของตัวเองเพราะหลังจากนี้พวกเขาจะกลายมาเป็นมือและเท้าให้นางได้ใช้สอย นางควรจะพูดในส่วนที่พูดได้และเลือกเงียบในส่วนที่เหลือ
“ซูจินคือคนที่ทำข้าเจ็บเกือบตาย เจ้าคิดว่าเพราะอะไรนางถึงทำเช่นนั้น นางกล้าที่จะลงมือกับข้า”
“เรื่ององค์ชายรอง”
“ใช่เพราะเรื่ององค์ชายรองนางถึงกับกล้าลงมือ
บุรุษหน้าโง่เช่นนั้นไม่คิดว่าข้าจะหลงใหลไปครั้งหนึ่งเพียงเพราะอยากจะเอาชนะซูจิน ถึงกับคิดที่จะฝากชีวิตที่เหลือไว้กับคนแบบนั้น”
“คุณหนูซูจินนางจะลงมืออีก”
“นางต้องทำอยู่แล้วเพราะข้าคือคนที่ทำให้ใบหน้า
แม่พระของนางแตกออก น่าเสียดายที่ข้ายังไม่คิดลงมือตอนนี้อย่างน้อยก็หลังจากหอนางโลมเรียบร้อยแล้ว ถ้านางไม่ยุ่งกับข้า ข้าจะเว้นนางเอาไว้ แต่ว่าคนอย่างนางไม่มีทางยอมแน่ นางต้องเข้ามาข้องเกี่ยวฉะนั้นเรื่องทุกอย่างของนางข้าต้องรู้”
เอกสารในมือของเป้ยอี้มีกว่ายี่สิบหน้า นางคงใช้เวลา
ทั้งคืนในการอ่านมัน
เป้ยอี้ไม่ต้องการให้ตนเองพลาด คนอย่างซูจินไม่มีทางยอมตกต่ำกว่านาง คนแบบนี้มีแต่จะดันทุรังทำในเรื่องโง่เง่า
เพียงให้ตัวเองชนะ เหมือนน้องสาวของเป้ยอี้ที่ตายจากไป
เพราะความโง่ของตนเองล้วน ๆ
“ส่งคนของเราที่ไว้ใจได้คนหนึ่งตามดูนางเอาไว้ หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องให้มารายงานข้าทันที เรื่องเงินทุ่มไม่อั้น ในเมื่อข้าร่ำรวยก็ต้องใช้เงินให้เกิดประโยชน์”
“ขอรับคุณหนู ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด คนที่คอยดูความเคลื่อนไหวอีกฝ่ายข้าจะเลือกมาอย่างดี”
“ฝากเจ้าด้วยแล้วกัน ติดตามข้าไม่ถือว่าอับจนแน่นอน”
เป้ยอี้พูดจบก็ให้จินสงออกไป ส่วนตัวเองก็หันมามองแบบอาคารที่จัดการเสร็จแล้วด้วยรอยยิ้ม
นางเปลี่ยนการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้เป็นอาคาร
ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนการตกแต่งใหม่ที่เน้นใช้ดอกไม้กับผ้าสีขาวบาง เพิ่มลุกเล่นให้มันอ่อนหวานน่าหลงใหลขึ้นอีกนิด
ในส่วนของลานการแสดงด้านล่าง เป้ยอี้สั่งเปลี่ยนเวทีให้พวกเขาทำตามแบบ เอาให้เหมือนคลับบาร์ในชีวิตก่อน พวกเก้าอี้ โต๊ะเองก็เช่นกัน นางเปลี่ยนมันเป็นเหมือนโซฟา แม้ว่าจะใช้เงินมากหน่อย แต่เป้ยอี้คิดว่าคุ้มที่จะจ่ายไป
เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังเข้ามาให้ได้ยิน ทำให้เป้ยอี้ที่กำลังจะอ่านเรื่องของซูจินต่อต้องชะงัก หันไปมองหน้าประตูที่ถูกเปิดออกโดยซือซือที่ใบหน้าตื่นตกใจเหมือนวิ่งไปเจอผีมาตัวเป็น ๆ
“คุณหนู คือว่า”
“มีอะไร เจ้าไปเจอผีมาหรืออย่างไร เหงื่อถึงได้ออก
เต็มกรอบหน้าขนาดนั้น”
“ยิ่งกว่าผีอีกเจ้าค่ะ ตอนนี้องค์ชายรองเสด็จมารอพบคุณหนูที่สวนด้านหน้า”
เป้ยอี้ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง ใบหน้าของนางมีความชอบใจ
“เร็วกว่าที่คิด มาเถอะช่วยข้าแต่งตัว พบองค์ชายรองต้องใส่ใจในการแต่งตัวเสียหน่อย”
